การลงทุนที่ผิดทาง และการจำกัดความเสี่ยง

การลงทุนที่ผิดทาง และการจำกัดความเสี่ยง

สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับการลงทุนคือการไม่ขาดทุน ไม่เคยมีนักลงทุนใดที่ไม่เคยไม่ขาดทุน นั่นแปลว่าจริงๆแล้วการขาดทุนเป็นส่ิงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่ถึงแม้เราจะไม่สามารถหนีการขาดทุนได้ สิ่งที่เราสามารถฝึกฝนได้คือการจำกัดความเสี่ยงในการลงทุน

นักลงทุนที่เก่งกาจนั้นล้วนมีความรู้และความสามารถที่จะควบคุมความเสี่ยงเหล่านี้ได้ นั่นเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สามารถทำให้นักลงทุนเหล่านี้สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

ส่วนใหญ่แล้วระหว่างการลงทุน เราจะพบกับ 2 สถานการณ์คือ

  1. ลงทุนถูกทาง
  2. ลงทุนผิดทาง

ในยามที่เราเลือกลงทุนได้ถูกทิศทาง สิ่งที่เราควรจะทำคือ "รอ" จนกว่าการลงทุนของเราจะมีทิศทางที่ไม่เหมือนเดิม ซึ่งในระหว่างที่รอ หน้าที่ของหลักของเรามักจะเป็นการติดตามข้อมูลข่าวสาร

ส่ิงที่ยากสำหรับการลงทุนที่ถูกทางนั้นคือการ "รอ" นั่นเอง เพราะปัจจัยในระยะสั้นและกลางนั้นมักกระตุ้นให้เรากระทำบางสิ่งบางอย่างอยู่เสมอ

ส่วนในกรณีที่เราลงทุนได้ผิดทาง สิ่งที่เราควรจะทำไม่ใช่การรอ แต่เป็นการ "ตัดขาดทุน" อย่างทันที ไม่ว่าเราจะมีสถานะเป็นกำไรหรือขาดทุนก็ตาม

คำถามสำคัญคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผิดทาง?

โดยปกติการลงทุนที่ผิดทางนั้นตรวจสอบได้ไม่ยาก เราสามารถดูได้หากผลประกอบการของบริษัทออกมาไม่ดีอย่างผิดคาด หรือมีการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบในเชิงลบของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ

นักลงทุนสามารถวิเคราะห์ว่าเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นจะกระทบกับบริษัทและทำให้บริษัทนั้นเปลี่ยนไปจากที่วิเคราะห์ในตอนแรกก่อนที่จะเข้าลงทุนหรือไม่ ส่วนนี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความรู้ของนักลงทุนแต่ละคน

ในทางทฤษฎี หากนักลงทุนมีวินัยพอและตัดขาดทุนได้ก่อนที่สถานการณ์ของบริษัทจะแย่ลงไปอีก นักลงทุนก็มีโอกาสเจ็บตัวจากการขาดทุนไม่มากเกินไปจนไม่มีโอกาสให้แก้ตัว

แต่ในทางปฏิบัตินั้นไม่ง่ายนัก เพราะหลายครั้งกว่านักลงทุนจะรู้ตัวว่าลงทุนผิดทาง ราคาหุ้นก็อาจจะลงนำหน้าไปไกลเสียแล้ว นี่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้นักลงทุนจำนวนมากเจ็บตัว

นั่นก็เพราะราคานั้นไปไกลเกินกว่าที่จะ "ทำใจ" ตัดขาดทุนได้

จากประสบการณ์แล้ว ผมคิดว่าเราสามารถจำกัดความเสี่ยงได้ดีมากขึ้นในกรณีที่เราลงทุนผิดทาง

  1. ติดตามการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ

ข้อแรกนั้นได้กล่าวไปแล้วคือเราสามารถติดตามและวิเคราะห์บริษัทที่เราลงทุนอย่างสม่ำเสมอ

การติดตามบริษัททำให้เราสามารถมีข้อมูลในมือที่พร้อมตลอดเวลา ซึ่งสิ่งที่เราต้องทำคือนำข้อมูลต่างๆมาวิเคราะห์ว่าบริษัทจะมีทิศทางเป็นอย่างไร รวมถึงวางกลยุทธหากมีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นกับบริษัท ข้อนี้สำคัญมาก

โดยเฉพาะหากบริษัทมีแนวโน้มที่ไม่ดีเราก็จะสามารถติดสินใจได้ก่อนที่จะขาดทุนหนัก ขึ้นอยู่กับระยะการลงทุนของนักลงทุนแต่ละคน

บางครั้งแค่ข้อแรกนี้อาจจะพอเพียงสำหรับการจำกัดความเสี่ยง แต่บางครั้งก็ไม่พอ ซึ่งต้นทุนที่เราลงทุนก็มีส่วนสำคัญอย่างมากในเคสนี้

การซื้อด้วยต้นทุนที่แพงย่อมต้องมาพร้อมกับการระมัดระวังที่เป็นพิเศษ ในขณะที่แนวโน้มยังดีอยู่เราก็อาจจะมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดีอยู่ แต่หากทุกสิ่งไม่เป็นไปตามคาด ราคานั้นสามารถลงได้แรงมากเช่นกัน

ซึ่งหลายๆครั้งเราจะพบว่าราคาหุ้นนั้นอาจจะลงนำหน้าไปไปก่อนแล้ว ก่อนที่เราจะสามารถรู้ข้อเท็จจริงได้จากผลประกอบการที่จะออกมา ซึ่งการดูสัญญานการขายหุ้นอย่างผิดปกติจะช่วยลดความเสี่ยงเราได้

ส่วนในกรณีที่เราซื้อด้วยต้นทุนที่ไม่แพง เราอาจจะยังพอมีพื้นที่ให้หายใจพอสมควรในความผันผวนของราคาหุ้น

  1. มีการขายหุ้นอย่างผิดปกติ

โดยทั่วไปแล้ว บริษัทแต่ละบริษัทจะมีพฤติกรรมการซื้อขายหุ้นของนักลงทุนแตกต่างกันออกไป ซึ่งแต่ละบริษัทจะมีรูปแบบการซึ่งขายเป็นของตัวเอง

ในแต่ละวันนั้นการซื้อขายหุ้นของบริษัทจะมีปริมาณไม่หนีจากค่าเฉลี่ยของตัวเองมากนัก ซึ่งการขึ้นลงของราคานี้ก็จะเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ มีราคาขึ้นย่อมมีราคาลง

แต่มีเหตุการณ์ที่นักลงทุนควรระมัดระวังอย่างมากคือการขายหุ้นอย่างผิดปกติจากรายใหญ่ ซึ่งนักลงทุนรายย่อยอย่างเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าทำไมมีการขายหุ้นเกิดขึ้น โดยเฉพาะการเทขายบนตลาดทำให้ราคาหุ้นร่วงลงอย่างหนัก

ส่วนตัวผมไม่ได้เชี่ยวชาญในเชิงเทคนิกมากนัก แต่การขายหุ้นอย่างผิดปกตินั้นก็มีข้อสังเกตไม่ยากจนเกินไป ซึ่งการกราฟหุ้นแบบง่ายๆก็สามารถตอบได้

นักลงทุนสามารถเปิดกราฟหุ้นและดู Volume การซึ่งขาย หากพบว่ามีปริมาณการขายที่สูงกว่าปริมาณการซื้อขายปกติอย่างมาก หากมาพร้อมกับราคาร่วงมากกว่า 5-10% นักลงทุนสามารถสันนิษฐานได้เลยว่ามีใครรู้ข้อมูลและเทขายออกมาอย่างแน่นอน

เราไม่สามารถพิสูจน์ได้ 100% ว่ามีใครเทขายออกมาเพราะรู้ข้อมูลบางอย่าง แต่นั้นไม่ใช่สิ่งที่เราต้องคาดเดา หน้าที่ของนักลงทุนคือ "ลดความเสี่ยง"

การรู้เท่าทันส่วนนี้จะมีประโยชน์มากหากเราเข้าซื้อหุ้นด้วยต้นทุนที่แพง และช่วยเราไม่ให้เสียหายหนักในกรณีที่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์

การ "ตัดขาดทุน" แม้ว่าจะทำใจได้ยาก แต่ข้อสำคัญที่เราต้องคำนึงคือคือ ยังมีบริษัทอีกมากมายให้เราลงทุน ไม่มีเหตุผลเลยที่นักลงทุนจะต้องรับความเสี่ยงมากเกินไปโดยไม่จำเป็น


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary