สรุปวิธีเลือกหุ้นของ 2 เซียน VI และ 2 นักวิเคราะห์ จากงาน MAI FORUM 2019

สรุปวิธีเลือกหุ้นของ 2 เซียน VI และ 2 นักวิเคราะห์ จากงาน MAI FORUM 2019

งาน MAI FORUM ครั้งนี้วิทยากรได้แก่

1) คุณ อนุรักษ์ บุญแสวง (โจ ลูกอีสาน) / นักลงทุน VI
2) คุณ ทิวา ชินธาดาพงศ์ (เซียนมี่) / นักลงทุน VI
3) ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล / กรรมการผู้จัดการ TRINITY
4) คุณ เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม / นักวิเคราะห์อาวุโส ASIA PLUS

ซึ่งสำหรับท่านที่ 1 และ 2 ถือเป็นนักลงทุนทั่วไป อาจจะไม่สามารถระบุชื่อหุ้นได้ นักลงทุนจะต้องเอาไปคาดเดาเอาเองว่าเขาหมายถึงหุ้นตัวใด

แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่การลอกการบ้าน แต่เป็นการศึกษาวิธีคัดเลือกหุ้นต่างหากที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จ

สำหรับท่านที่ 3 และ 4 นั้นเป็นนักวิเคราะห์สามารถระบุชื่อหุ้นได้ ดังนั้นก็จะง่ายสำหรับนักลงทุนที่จะนำไปทำการบ้านต่อ

1. คุณอนุรักษ์ บุญแสวง (โจลูกอีสาน)

คุณโจถือหุ้นอยู่ราว 70 ตัว เป็นหุ้นไทย 55 และหุ้นต่างประเทศ 20 แต่ถ้านับหุ้น MAI ก็อยู่ราว 10 กว่าตัว

ที่ผ่านมาผลตอบแทนเป็นอย่างไร?

ปีนี้ถ้าสังเกตจากหน้าตานักลงทุนและจำนวนผู้เข้าร่วมงานค่อนข้างดูดี บ่งบอกถึงทุกคนน่าจะได้ผลตอบแทนที่ดี

ปีนี้ถือเป็นปีที่สภาวะตลาดเอื้ออำนวยหลังจากที่ปีก่อนบาดเจ็บกันเยอะ โดยเฉพาะครึ่งปีหลังที่หุ้นเล็กลงรุนแรงมาก บางตัวตกลงถึง 60-70% ส่วนปีนี้หลายตัวก็กลับมาได้ แต่ก็มีหลายตัวลงต่อ

ปกติไม่ได้สนใจว่าหุ้นอยู่ MAI หรือ SET ขอให้ดีและถูกก็พอ

ดีและถูกดูยังไง?

ผลประกอบการต้องเติบโต และเติบโตต่อไปเรื่อยๆ ไม่ถูก Disrupt และในช่วงนี้จะต้องไม่ถูกผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า

การเติบโตก็มาจากความสามารถในการแข่งขัน ผู้บริหารต้องมีความสามารถ ทำให้โดยรวมธุรกิจมีกำไรและยอดขายที่เพิ่มขึ้น

แต่ก็จะต้องไม่ดูเพียงคุณภาพเพียงอย่างเดียว จะต้องดูราคาที่เข้าซื้อด้วย

ได้ผลตอบแทนจากหุ้นมากสุดกี่เด้ง?

เคยทำได้มากสุด 1-2 เด้ง แต่จริงๆไม่อยากให้โฟกัสมาก เพราะน้อยครั้งมากที่จะพบหุ้น 10 เด้ง แต่ให้อาศัย 1-2 เด้ง จำนวนหลายๆครั้งแทน

ปัจจุบันตลาดหุ้นยากกว่าเมื่อก่อนมาก แต่ถ้าเรามาดูตั้งแต่ต้นปีจริงๆแล้วมีหุ้น 1 เด้งหลายตัวมาก ขอให้เราพบสักตัวก็สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้แล้ว

ถ้าเราทำให้ 26% ต่อปี ใน 10 ปีพอร์ตของเราก็จะโตถึง 10 เท่า

แนวทางวิเคราะห์หุ้น

  1. ซื้อหุ้นดี
  2. ราคาถูก
  3. ถือให้นานและจิตใจมั่นคง

เลือกหุ้น 3 ตัว

ชอบหุ้นที่มีรายได้ม่ันคง มีการเติบโตไม่มีอะไร Disrupt มีผู้ซื้อขายที่แน่นอน งบการเงินดี ผู้บริหารดี มีปันผลพอใช้

  1. เป็นบริษัทเกี่ยวกับพลังงาน

    บริษัทมี PE เพียง 10 เท่า ในขณะที่ขยายกำลังการผลิตไปเกือบ 100% และมีผู้ซื้อขายที่แน่นอน โอกาสขาดทุนน้อยมาก

  2. บริษัทขายวัตถุดิบผลิตอาหาร

    PE 11 เท่า ปันผลสูงมาก แต่ข้อเสียคือเข้า Take Over บริษัทผิดพลาดทำให้ต้องใช้เวลาในการปรับปรุง หากปรับปรุงได้ก็ควรจะดีขึ้น

  3. บริษัทขายวัสดุสิ้นเปลืองทางการแพทย์

    PE 11 เท่า ผลประกอบการและปันผลเพิ่มทุกปี อนาคตจะไปทำสถานเลี้ยงดูคนชรา และตั้งโรงงานผลิตสินค้าในแบรนด์ตัวเอง

2. คุณทิวา ชินธาดาพงศ์ (เซียนมี่)

คุณทิวาจะถือหุ้นน้อยกว่าคุณโจ แต่ก่อนจะถือไม่เกิน 10 ตัว แต่หลังจากคุยกับคุณโจทำให้คุณทิวาอยากกระจายพอร์ตมากขึ้น ปัจจุบันถือหุ้นอยู่ราว 10 กว่าตัว

ใน 10 กว่าตัวนี้มี MAI อยู่ 2 ตัว แต่จริงๆเวลาลงทุนไม่ได้ดูว่าจะอยู่ใน SET หรือ MAI แต่สนใจที่ตัวธุรกิจมากกว่า ดูว่าธุรกิจไหนน่าสนใจ มีความสามารถในการแข่งขันพอสมควร ผู้บริหารน่าประทับใจ

ผู้บริหารแบบไหนที่ชอบ?

ผู้บริหารที่เก่ง พูดอะไรไว้ก็สามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้ และมีความพยายามในการทำให้ธุรกิจเติบโต

ส่วนผู้บริหารอีกประเภทที่เก่งและสามารถทำได้อย่างที่พูดไว้ แต่ไม่ได้ต้องการเติบโตก็จะจัดไว้ในหมวดปันผล

ส่วนใหญ่ผู้บริหารหนุ่มจะมีไฟแรงกว่า แต่ก็ไม่เสมอไปเพราะผู้บริหารอายุมากก็ไฟแรงกว่าหนุ่มได้เหมือนกัน จะต้องดูเป็นเคสๆไป

หุ้นใน MAI ที่ถือไว้สองตัวซื้อเมื่อต้นปี แต่ติดตามมาก่อนหน้านั้นนานแล้ว ที่ไม่ได้ซื้อเพราะราคาสูงเกินไป เมื่อต้นปีก็ค่อยทะยอยซื้อเมื่อราคาตกลงมาพอสมควรแต่ผลประกอบการยังดีอยู่

เศรษฐกิจของไทยไม่ได้เติบโตได้ทุกหมวด ผู้ที่จะเติบโตได้ต้องพิเศษ อยู่ในอุตสาหกรรมที่ดี

ได้ผลตอบแทนจากหุ้นมากสุดกี่เด้ง?

เคยได้ 10 กว่าเด้ง แต่ว่าครั้งนั้นเป็นการซื้อ Warrant ซึ่งแต่ก่อนสถานการณ์แตกต่างจากปัจจุบันพอสมควร

เมื่อก่อนคนยังไม่สนใจตลาดหุ้น ทำให้พบหุ้นราคาถูกจำนวนค่อนข้างมาก หุ้นถูก PE จะอยู่ 4-5 เท่า ถ้า PE 15 เท่า ก็เข้าข่ายแพงแล้ว

ดังนั้นการได้ 10 เด้งก็มาจากบริษัทดี กิจการเติบโต และตลาดหุ้นถูกปรับ PE ให้สูงขึ้น

ถ้ามองปัจจุบันหุ้น PE 10 เท่า เราจะถือว่าถูก และถ้า PE 30 เท่า เราก็ยังยอมรับความแพงได้ ดังนั้นถ้าจุดเริ่มที่เราซื้อหุ้นไม่ได้ถูกมาก โอกาสจะได้ 10 เด้งก็แทบไม่มี

การจะได้ผลตอบแทนหลายเด้ง การเลือกหุ้นไม่ใช้ปัจจัยสำคัญที่สุด แต่เป็นการทนถือโดยไม่ใช่อารมณ์ต่างหาก

หุ้นส่วนใหญ่จะไม่ขึ้นทันทีหลังจากที่เราซื้อ แต่จะต้องใช้เวลา บางครั้งลงไปขาดทุนบ้าง แต่นักลงทุนหลายคนทนไม่ได้พอหุ้นขึ้นมาเกินทุนนิดหน่อยก็อยากขายโดยไม่มองอนาคตของบริษัท

แนวทางวิเคราะห์หุ้น

  1. เลือกบริษัทที่คุ้นเคยหรือเข้าใจธุรกิจ

    เพราะการที่เราคุ้นเคยจะทำให้เราเข้าใจวิธีการทำมาหากินของธุรกิจนั้น รวมถึงเข้าใจว่าภาวะแบบไหนดีหรือไม่ดีต่อธุรกิจ และท้ายที่สุดอาจจะฟังผู้บริหารบ้าง

  2. อย่าซื้อตอนที่ทุกคนเริ่มสนใจ

    การเสียหายอย่างหนักมักจะเกิดจากการไล่ซื้อหุ้นในช่วงที่คนสนใจกันหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหุ้นดีหรือไม่ดีก็ตาม

  3. เลือกลงทุนด้วยตัวเอง

    การผิดหรือถูกไม่ใช่เรื่องสำคัญเพราะไม่มีทางที่เราจะผิดหรือถูกตลาดไป ไม่ว่าเราจะผิดหรือถูกขอให้เราเรียนรู้เพื่อทำให้ครั้งต่อไปดีขึ้นกว่าเดิม

เลือกหุ้น 3 ตัว

  1. บริษัทขายวัสดุสิ้นเปลืองทางการแพทย์

    ปกติโรงพยาบาลจะไม่ค่อยเปลี่ยนยี่ห้อถ้าไม่จำเป็นเพราะราคานั้นไม่แพง หากเปลี่ยนก็จะมีความเสี่ยงหากสินค้าไม่ได้คุณภาพเดิม

  2. ค้าปลีกตัวหนึ่งใน MAI

    มีผู้หญิงเป็นลูกค้าหลัก และมี PE ราว 10 เท่า ผลประกอบการน่าจะดีขึ้น และได้ประโยชน์จะค่าเงินบาทแข็งด้วย

  3. บริษัทให้เช่าวงจรการสื่อสาร

    ลูกค้าเช่น SAWAD MTC และยัง มีธุรกิจรับเหมาวางระบบเครือข่าย ที่ผ่านมาโตปีละ 30-40% และอนาคตผู้บริหารยังคงตั้งเป้าการเติบโตเท่าเดิม ซึ่งบริษัทนี้ Forward PE ราว 20 เท่า

3. ดร. วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล

ตลาดหุ้นทั่วโลกให้ผลตอบแทนดี ทั้งตลาดหุ้นไทย อินโดนิเซีย ฟิลิปปินส์ และ อเมริกา รวมถึงทองคำ

สาเหตุที่สำคัญเป็นเพราะ FED U-turn จากปีที่แล้วขึ้นดอกเบี้ย มาปีนี้ลดดอกเบี้ย และมีโอกาสลดมากถึง 4 ครั้งใน 18 เดือนข้างหน้า

ถ้า FED ลดดอกเบี้ยเยอะก็อาจจะหมายถึงเขามองว่าเศรษฐกิจอาจตกต่ำเลยหาทางป้องกันไว้ก่อน

ส่วนธนาคารกลาง EU จากที่ดอกเบี้ยติดลบอยู่แล้วอาจติดลบเพิ่มมากขึ้น การที่ดอกเบี้ยติดลบทำให้เงินไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงค่อนข้างมาก

ซึ่งดอกเบี้ยต่ำแบบนี้จะอยู่ต่อไปได้อีกนาน แต่ทั้ง EU และ JP มีแผนจะขึ้นดอกเบี้ยกลับเป็นบวกในอีก 4-5 ปีข้างหน้า

ส่วนธนาคารกลางของไทยก็อาจลดดอกเบี้ยตามทั่วโลกด้วย รวมทั้งการออกมาตรการสกัดการเก็งกำไรค่าเงินบาท

แนวทางวิเคราะห์หุ้น

จะต้องดูความน่าสนใจของ Business Model และการทำกำไร ซึ่ง Business Model นี่แหละจะเป็นตัวบอกว่าหุ้นตัวใดจะ Out Perform

  1. เลือกจาก Business Model ก่อน โดยบริษัทที่มีลักษณะเป็น Platform จะน่าสนใจเพราะมีรายได้สม่ำเสมอ
  2. มี Brand Name ทำให้ขยายธุรกิจได้
  3. จะต้องมีจุดเด่นเหนือคู่แข่ง
  4. ผู้บริหารเข้าใจธุรกิจและมีธรรมาภิบาล

ตั้งแต่ Mai ก่อตั้งมา 20 ปี มีบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด 180 บริษัท และมีอยู่ 2 บริษัทที่ให้ผลตอบแทนอย่างน้อย 10 เท่า

  1. TNH ให้ผลตอบแทน 19 เท่าไม่รวมปันผล ใน 14 ปี
  2. SF ให้ผลตอบแทน 10 เท่าไม่รวมปันผล ใน 17 ปี
  3. PYLON ให้ผลตอบแทน 9 เท่าไม่รวมปันผล ใน 15 ปี

ส่วนบริษัทที่ให้ผลตอบแทนอย่างน้อย 70% ตั้งแต่วันแรกที่เข้าตลาดมีอยู่ 42 บริษัท

ดังนั้น Business Model ที่ Out Perform มีอยู่จริง จะต้องดูว่าบริษัทมีตลาดของตัวเองและมีความสามารถในการสร้างกำไรหรือเปล่า

แต่มีโอกาสก็มีความเสี่ยงเช่นกัน เพราะมีด้วยกันถึง 20 บริษัทที่ให้ผลตอบแทน -99%

ส่วนบริษัทที่ผลตอบแทนได้สูงที่สุดต่อปีตั้งแต่เข้าตลาดมา

  1. NETBAY ให้ผลตอบแทน 240% ต่อปี ตั้งแต่เข้าตลาดเมื่อปี 2016
  2. SPA ให้ผลตอบแทน 150% ต่อปี ตั้งแต่เข้าตลาดปี 2014

NETBAY เป็นผู้ให้บริการด้าน Process นำเข้าส่งออกบนระบบ Digital
ส่วน SPA เป็นผู้ให้บริการร้านนวดซึ่งสามารถสร้าง Platform ของตัวเองและขยายสาขาได้จำนวนมาก

ทั้ง 2 บริษัทเป็นผู้ให้บริการ Platform ที่แนวโน้มอุตสาหกรรมมีจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น

ถ้าเราหารูปแบบของผู้ที่ชนะได้ในอดีตเราก็จะสามารถหาผู้ชนะในอนาคตได้

เลือกหุ้น 3 ตัว

  1. SPA

    มีจุดเด่นเรื่องการสร้างระบบ และรวมถึงเติบโตไปกับการท่องเที่ยว ซึ่งในอนาคตการท่องเที่ยวจะมี GDP ขึ้นมาเป็น 25% ของประเทศ

  2. NETBAY

    มีลักษณะเป็น Platform และมีรายได้มั่นคง

  3. CHAYO

    เป็นบริษัทบริหารหนี้เสียซึ่งยังไม่ใหญ่มาก ซึ่งการบริหารหนี้เสียจะเป็น Trend หนึ่งเช่นกัน

  4. XO

    เป็นบริษัทที่มีแบรนด์ แต่อิงการส่งออกทำให้เมื่อบาทแข็งจะส่งผลเสียต่อรายได้

4. คุณเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม

ปัจจุบันตลาดหุ้นถูกขับเคลื่อนด้วย Fund Flow เพราะดอกเบี้ยต่ำในขณะที่เม็ดเงินลงทุนมีจำนวนเยอะ

ตลาดหุ้นไทยที่ผ่านมา 1-2 เดือนมีเงินต่างชาติเข้ามาซื้อสุทธิกว่า 80,000 ล้านบาท ทำให้ตลาดหุ้นขึ้นไปเยอะมาก แต่ในเชิงของพื้นฐานผลประกอบการก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงมาก

P/E ของตลาดหุ้นไทยปัจจุบัน ณ 1750 จุด จะอยู่ที่ 17 เท่า ซึ่งหมายความว่าหลังจากนี้การขยับขึ้นต่อไปอีกจะลำบาก

สิ่งที่อาจะเกิดขึ้นต่อไปตลาดจะเริ่มหันไปใช้ Forward PE ของปีหน้า ซึ่งตลาดจะใส่การเติบโตขึ้นไปด้วย

หากตลาดวิเคราะห์กันว่าการเติบโตของปีหน้าอยู่ที่ราว 12% และให้ PE อยู่ที่ 17 เท่า ผลคือตลาดหุ้นอาจขึ้นไปถึง 1,900 จุด

ถ้า Fund Flow ยังไหลเข้าต่อเนื่อง ตลาดหุ้นไทยก็อาจจะยังรักษาระดับ PE ไว้ที่ 17 เท่าได้

แนวทางวิเคราะห์หุ้น

หุ้นในกลุ่ม MAI จะไม่ค่อยมีนักวิเคราะห์ติดตามมากนัก แต่ก็มีวิธีในการคัดเลือกหุ้นเบื้องต้น

ให้ดูเชิงปริมาณ เช่น PE หรือ P/BV ต่ำ, มีการเติบโต, สัญญานทางเทคนิกดี หลังจากนั้นเมื่อได้หุ้นที่น่าสนใจก็นำมาลงลึกต่อถึงอุตสาหกรรมและเทรนด์ในอนาคต

ทำไมนักวิเคราะห์ไม่ค่อยสนใจหุ้น MAI?

เนื่องจากนักวิเคราะห์ทั้งระบบมีอยู่เพียง 280 คน เท่านั้น กระจายไปในหลาย Broker ทำให้ไม่มีึคนวิเคราะห์มากพอ รวมถึงในแต่ละปีจะมีหุ้นใหม่ๆเข้ามาด้วย

วิธีการของนักวิเคราะห์ในการเลือกวิเคราะห์หุ้นจะเริ่มจากการดูว่าหุ้นตัวไหนมีนักลงทุนสนใจมากน้อยเพียงใด

เช่น หุ้นตัวใดมีมูลค่าหรือจำนวนที่นักลงทุนถืออยู่มากที่สุด 100 อันดับแรก หรือ หุ้นตัวใดมีการซื้อขายปริมาณมากที่สุดก็ได้

อีกวิธีการคือตรวจสอบดูว่าธุรกิจใดมีแนวโน้มดี มีโอกาส Turn Around

เลือกหุ้น 3 ตัว

เมื่อดูอดีต จุดนี้ MAI น่าสนใจที่สุด ถ้าย้อนไปตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติแทบไม่ได้ซื้อหุ้น MAI เลย

ตอนนี้ดัชนี MAI น่าสนใจมาก เพราะเมื่อหลายปีก่อนเคยอยู่ 200 จุดและขึ้นไป 800 จุด ปัจจุบันอยู่เพียง 300 จุดเท่านั้น

และถ้าดูปริมาณซื้อขายเมื่อเทียบกับ Market Cap อยู่ไม่เกิน 2% เท่านั้น

เมื่อปี 2559 มีบริษัทใน MAI อยู่ 130 กว่าบริษัท มี Market Cap รวมที่ 400,000 ล้านบาท ปัจจุบันมีบริษัทอยู่ใน MAI 180 บริษัท แต่ Market Cap อยู่เพียง 240,000 ล้านบาท

ปัจจัยสุดท้ายคือกำไรสุทธิของตลาด MAI ในปี 2559 อยู่ที่ 7,500 ล้านบาท 2560 2,900 ล้านบาท 2561 5,200 ล้านบาท

จะเห็นว่า Market Cap ลดลงเยอะในขณะที่กำไรเริ่มกลับตัว ทำให้ PE ลดลงจากปีก่อน 100 กว่าเท่าเหลือปัจจุบันอยู่ 42 เท่า

ส่วน Scope ในการเลือกหุ้นจะเลือกหุ้นที่มี PE ไม่เกิน 15 เท่า ซึ่งในตลาดมีอยู่ทั้งหมด 39 ตัว

หากจะเลือกหุ้น 3 ตัวที่ชอบที่สุดก็จะต้องดูทั้ง PE PBV ต่ำที่สุด และสามารถทำกำไรได้ดี อย่าเลือกตัวที่ไม่มีกำไร และถ้ามีปันผลด้วยยิ่งดี

  1. CHEWA

    เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ตอนนี้ P/BV อยู่เพียง 0.5 เท่า และปันผลปีก่อนอยู่สูงถึง 10% ถึงแม้ผลประกอบการอาจจะมองทรงๆ แต่ก็น่านำไปศึกษาต่อ

  2. MOONG

    ผู้จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก น่าสนใจเพราะผลประกอบการดูดีขึ้นในขณะที่ให้ปันผล 4.3%

  3. TMW

    เป็นผู้ผลิตสินค้าเกี่ยวกับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า น่าสนใจเพราะให้ปันผลต่อเนื่องมาโดยตลาดและผลประกอบการยังดูดี

  4. SWC

    เป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์กำจัดแมลง น่าสนใจเพราะปันผลสูงกว่า 5% ต่อปี

.

สรุปคือทั้ง 4 ท่านมีวิธีการคัดเลือกหุ้นที่แตกต่างกันออกไปอย่างชัดเจน แต่ส่วนที่คล้ายคลึงกันก็จะเป็นเรื่องความสำคัญของราคา

ไม่ว่าเราจะซื้อหุ้นดีขนาดไหน ถ้าราคาแพงเกินไปก็ไม่ถือว่าเป็นการลงทุนที่ดี ในทางกลับกัน บางครั้งหุ้นที่ไม่ได้ดีมากแต่ถ้าเราซื้อได้ถูกมากพอก็จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่เรา

ส่วนที่ใกล้เคียงกันคือเลือกบริษัทที่มีคุณภาพ แต่คุณภาพของแต่ละท่านนั้นก็จะมีการจำกัดความแตกต่างกันออกไป ซึ่งส่วนนี้จะพัฒนาตามประสบการณ์และความรู้ของนักลงทุน


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary

นักลงทุนอาจเคยสงสัยว่าทำไมหุ้นบางตัวถึงมีราคาถูกมาก แต่ก็ไม่มีใครซื้อ หรือบางตั…