Case Study - คุณภาพของบริษัทและการให้ Premium ของราคาหุ้น

Case Study - คุณภาพของบริษัทและการให้ Premium ของราคาหุ้น

นักลงทุนอาจเคยสงสัยว่าทำไมหุ้นบางตัวถึงมีราคาถูกมาก แต่ก็ไม่มีใครซื้อ หรือบางตัวก็แพงมากแต่ก็มีคนแย่งกันซื้อ

เมื่อวันก่อนผมได้อ่านบทความของ ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร เกี่ยวกับธุรกิจสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นหัวข้อที่มีความน่าสนใจ ผมจึงลองนำมาเทียบกับหุ้นประเภทอื่นๆดูบ้าง

ผมแยกประเภทของหุ้นออกเป็น 6 ประเภท ซึ่งนี่ไม่ใช่การแยกประเภทตามหลักการของ Peter Lynch แต่เป็นการแยกระดับของคุณภาพและการให้ Premium แก่หุ้นแต่ละตัว

ผมคิดว่าสำคัญมากถ้าหากนักลงทุนรู้ว่าหุ้นที่เราลงทุนหรือกำลังศึกษาอยู่นั้นตกอยู่ในประเภทใด เพราะจะทำให้เราวางแผนได้ดีขึ้นว่าเราควรมีกลยุทธ์การลงทุนอย่างไร

"หุ้นแต่ละตัวนั้นไม่สามารถใช้กลยุทธ์เดียวกันได้หมด"

หุ้น 6 ประเภท และการให้ Premium

  1. บริษัทคุณภาพต่ำ ธุรกิจตะวันตกดินอย่างชัดเจน แบบนี้ราคาหุ้นถูกแค่ไหนก็ไม่คุ้มที่จะลงทุน

  2. บริษัทคุณภาพต่ำ แต่ธุรกิจยังทรงๆไปได้อีกสักระยะ ถ้าราคาหุ้นถูกมากก็ยังพอลงทุนได้ แต่ก็ต้องขายหากมีการลงทุนอื่นที่ดีกว่า หรือราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาพอสมควร

  3. บริษัทคุณภาพกลางๆ มีลักษณะขายสินค้าโภคภัณฑ์ เน้นซื้อให้ถูกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ต้องขายเมื่อทุกอย่างดูดีอย่างเหลือเชื่อ

  4. บริษัทคุณภาพกลางๆ โตตามเศรษฐกิจ ไม่ได้เก่งกว่าคนอื่น ถ้าราคาหุ้นถูกก็ลงทุนได้ และถือได้จนกว่าแนวโน้มจะเริ่มเปลี่ยนไปหรือราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปสูง

  5. บริษัทคุณภาพใช้ได้และอยู่ในช่วงที่สามารถโตได้มากกว่าเศรษฐกิจ มีความสามารถในการแข่งขัน แต่ยังไม่ทนทานต่อปัจจัยภายนอกมากนัก ราคาหุ้นแพงอาจยังพอลงทุนได้ ถ้าแนวโน้มยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องติดตามใกล้ชิดเพราะบริษัทไม่สามารถเติบโตสูงไปได้ตลอด

  6. บริษัทคุณภาพเยี่ยม ทนทานต่อปัจจัยภายนอกและวิกฤต โตได้มากกว่าเศรษฐกิจ มีความสามารถในการแข่งขัน บริษัทประเภทนี้จะไม่ค่อยมีโอกาสที่ราคาหุ้นจะถูก หากพบโอกาสจงรีบคว้า และถือให้ได้นานที่สุด

.

เราเห็นภาพกว้างๆไปแล้วว่าประเภทของหุ้นนั้นมีอะไรบ้าง ความรู้นี้จะเกิดประโยชน์สูงสุดก็ต่อเมื่อเราลองมาดูตัวอย่างจริงและฝึกด้วยตนเอง

ดังนั้นผมจะลองยกตัวอย่างหุ้นสัก 8 ตัวมาลองวิเคราะห์กันดูครับ

1. CPALL

หุ้นยอดนิยมอันดับต้นๆของนักลงทุน CPALL นั้นเป็นบริษัทที่ใหญ่อันดับต้นๆของประเภท ทำธุรกิจหลักคือร้านค้า 7-11

บริษัทนี้ผมให้อยู่ในประเภทที่ 6 เนื่องจากบริษัทนี้ทนทานต่อสภาวะเศรษฐกิจอย่างมาก และยังสามารถเติบโตได้มากกว่าเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย

ดังนั้นการลงทุนก็จะต้องเน้นฉวยโอกาสเมื่อมีปัจจัยชั่วคราวกระทบ เพราะโดยทั่วไปแล้วราคาหุ้นมักจะแพงอยู่ตลอดเวลา และถือให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

2. KBANK

ธนาคารกสิกรไทยเป็นหุ้นใหญ่อันดับต้นๆของตลาดหลักทรัพย์ไทย แต่ความใหญ่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นบริษัทที่อยู่ในประเภทเดียวกับ CPALL

KBANK นั้นอาจจะตกอยู่ในประเภทที่ 4 เพราะคู่แข่งอื่นๆในธุรกิจเดียวกันมีด้วยกันหลายบริษัท โดยที่ไม่ได้มีผู้ชนะอย่างชัดเจน เช่น BBL, SCB

ดังนั้นเราสามารถลงทุนได้ก็ต่อเมื่อราคาหุ้นนั้นถูกพอและมีปันผลอยู่ในระดับที่ดี และเราก็สามารถขายได้หากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาพอสมควร หรือจะถือต่อก็ไม่ว่ากัน

3. SCC

บริษัทวัศดุก่อสร้างยักษ์ใหญ่ของประเทศ เป็นหนึ่งในหุ้นที่มีความเก่าแก่มากที่สุดในประเทศไทย และยังเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนตั้งแต่เข้าตลาดมากกว่า 100 เท่าตัว

ถึงแม้บริษัทจะมีความมั่นคงสูง แต่ปัจจุบันบริษัทไม่สามารถเติบโตได้มากกว่าเศรษฐกิจเท่าไหร่นัก รวมถึงปัจจัยภายนอกยังเป็นสิ่งที่มีผลกระทบต่อต้นทุนและผลประกอบการพอสมควร

ดังนั้นเราไม่อาจจะให้บริษัทเข้ามาอยู่ประเภทที่ 6 ได้ แต่เป็นประเภทที่ 3 หรือ 4 แทน

4. IVL

บริษัทผู้ผลิตขวด PET รายใหญ่ของโลก ถึงแม้จะมีความมั่นคงสูง แต่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงวัฎจักรของโภคภัณฑ์เม็ดพลาสติกได้

ดังนั้นความเป็นโภคภัณฑ์จึงทำให้บริษัทตกอยู่ในประเภทที่ 2

วิธีการลงทุนเบื้องต้นคือซื้อหุ้นในราคาที่ถูกที่สุดเมื่อปัจจัยทุกอย่างดูเลวร้ายอย่างเหลือเชื่อและขายเมื่อทุกอย่างดีดู

5. BEAUTY

บริษัทขายเครื่องสำอางค์รายใหญ่ของประเทศไทย ซึ่งมีอยู่ช่วงหนึ่งที่บริษัทสามารถเติบโตได้สูงมากจนให้ผลตอบแทนแก่นักลงทุนถึง 10 เด้งภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี

ในช่วงนั้นเอง นักลงทุนอาจจัดประเภทของหุ้นอยู่ในประเภทที่ 5 หรือ 6 ก็ได้เพราะภาพอาจจะยังไม่ชัดพอ เนื่องจากตัวบริษัทเองยังไม่ได้พิสูจน์ตัวเองผ่านวิกฤตมาก่อน

แต่แล้วเมื่อปัจจัยหลายอย่างเข้ามากระทบกับบริษัท ทำให้ผลประกอบการแย่ลงอย่างน่าใจหาย นั่นเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าบริษัทไม่ได้มีความแข็งแกร่งมากพอ

ดังนั้นจึงจัดให้ Beauty อยู่ในหุ้นประเภทที่ 5 ถึงจะเหมาะสม

แต่ประเภทหุ้นก็สามารถเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาได้ ดังนั้นหาก Beauty ไม่สามารถพลิกกลับมาเติบโตได้ เราอาจจะต้องย้ายประเภทไปเป็นอย่างอื่น

6. SPALI

SPALI เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียมแนวหน้าของประเทศ

ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมอสังหาฯก็เคยเป็นอุตสาหกรรมที่คึกคักมาก่อน ทำให้มีอยู่ช่วงหนึ่ง SPALI ก็สามารถจัดให้อยู่ในหุ้นประเภทที่ 5 ได้เช่นกัน

อุตสาหกรรมนี้มีวัฏจักรที่รุนแรง แต่อาจต่างจากสินค้าโภคภัณฑ์อยู่บ้างขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ของแต่ละบริษัท ซึ่งบางครั้งความแข็งแกร่งของบริษัทก็มีมากพอที่จะไม่กระทบต่อปัจจัยภายนอก

เราอาจจัดหุ้นนี้ให้อยู่ในประเภทที่ 3 หรือ 4 จึงจะเหมาะสมกว่า ขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ แต่สิ่งที่ไม่ต่างกันคือเราไม่ควรลงทุนหากหุ้นมีราคาแพง เพราะการเติบโตนั้นจะไม่อยู่ยั่งยืน

7. BH

เมื่อไม่นานมานี้ราคาหุ้นของโรงพยาบาลบํารุงราษฎร์ได้ปรับตัวลดลงจนทำ New Low ในรอบหลายปี

สาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวของผู้ป่วยชาวต่างชาติ ซึ่งโรงพยาบาลเองมีสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติมากถึง 65% ของรายได้รวม

ความเสี่ยงคือเป็นโรงพยาบาลที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการใช้จ่ายของคนในประเทศมากนัก และในอีกแง่ก็คือเป็นโรงพยาบาลที่มีรายได้หลักมาจากโรงพยาบาลเดียวเท่านั้น

เราสามารถจัดให้โรงพยาบาลนี้อยู่ในหุ้นประเภทที่ 5 หรือ 6 ก็ได้ เพราะแนวโน้ม Mega Trend จึงทำให้โรงพยาบาลนี้ยังมีโอกาสอีกมากในอนาคตหากสามารดำเนินนกลยุทธ์ได้ถูกต้อง

8. BGRIM

BGRIM เป็นหุ้นโรงไฟฟ้ายอดนิยมตัวหนึ่งของตลาดหุ้นไทย ซึ่งบริษัทเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ แต่ส่วนใหญ่จะผลิตให้ลูกค้าอุตสาหกรรม

โดยทั่วไปโรงไฟฟ้าจะเป็นบริษัทที่อยู่ในประเภทที่ 4 เพราะไม่ได้โตอะไรมากมายนัก

ปัจจุบันภาพของอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้าเปลี่ยนไปมาก เพราะทุกบริษัทต่างหันมาเดินกลยุทธ์สร้างการเติบโตด้วยกันแทบทั้งสิ้น

แต่ถึงบริษัทจะลงทุนเยอะและพยายามเติบโตอย่างต่อเนื่อง เราก็อาจจัดหุ้นประเภทนี้อยู่ในประเภทที่ 4 อยู่ดี

เพราะการลงทุนใหม่ๆของโรงไฟฟ้าเป็นการเติบโตที่มีขอบเขตจำกัด

เปรียบเทียบให้เห็นภาพมากขึ้น เช่น CPALL มี 7-11 อยู่ทั่วประเทศไทยกว่า 10,000 สาขา หาก CPALL อยากเติบโตก็แค่เพิ่มบริการใหม่ๆผ่าน 7-11 สาขาเดิมโดยไม่ต้องลงทุนสาขาเพิ่มเลย เพียงเท่านี้ก็ได้การเติบโตแล้ว

กลับกัน โรงไฟฟ้าจะต้องลงทุนเงินก้อนใหญ่เสมอเพื่อแลกกับการเติบโต ไม่สามารถขึ้นค่าไฟฟ้าหรือต่อยอดอะไรได้มากนัก ยกเว้นการลดต้นทุน

ดังนั้นประเภทที่ 4 จึงเหมาะสมกับหุ้นโรงไฟฟ้าแล้ว ราคาที่เข้าซื้อก็จะต้องไม่แพงเกินไปกว่ากำลังการผลิตในมือของบริษัทที่จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้

.

ความจริงแล้วการวิเคราะห์ต้องอาศัยจินตนาการและประสบการณ์พอสมควร ไม่มีคำตอบที่ตายตัวชัดเจนเพราะปัจจัยต่างๆล้วนเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

ไม่ใช่ว่าวันนี้เราจัดประเภทของหุ้นแล้วและมันจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป อย่าลืมว่าลมยังเปลี่ยนทิศได้ บริษัทที่มีผู้นำก็ย่อมเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน

สิ่งสำคัญเหนืออื่นใดคือการพยายามทำความเข้าใจบริษัทและจัดหมวดหมู่เพื่อกำหนดกลยุทธ์การลงทุนทุกครั้ง


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary