ราคาหุ้น VS ความคาดหวัง

ราคาหุ้น VS ความคาดหวัง

credit รูป: https://www.fidelity.com/learning-center/trading-investing/2019-chart-trends

การลงทุนในหุ้นนั้นมีมิติมากกว่าแค่เพียงผลประกอบการอย่างเดียวเท่านั้น

ดังนั้นการที่จะลงทุนให้ประสบความสำเร็จนั้นจะต้องเรียนรู้ให้มากกว่า 1 มิติ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของตลาดหุ้น

อย่างน้อยนักลงทุนจะต้องรู้ 2 มิติด้วยกัน คือ 1. ผลประกอบการณ์ 2. ความคาดหวัง (ความจริงมีมากกว่านี้อีกครับ)

.

นับตั้งแต่เกิดวิกฤต Covid-19 ดัชนี SET ได้ขึ้นมาถึง 1,400 จุด จากจุดต่ำสุดที่ 969 จุด ได้อย่างรวดเร็ว ท่ามกลางตลาดหุ้นทั่วโลกที่ขึ้นกันมาอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย

ใครลงทุนเชิงปัจจัยพื้นฐานน่าจะพอรู้แนวโน้มผลประกอบการณ์ของบริษัทที่ลงทุนกันดีว่าในปีนี้ไม่น่าจะออกมาดีมากนัก

ดังนั้นเมื่อผลประกอบการณ์ไม่ดี ราคาหุ้นก็ควรจะลงตามความเป็นจริง นักลงทุนก็ควรจะขายหุ้นออกมา

และหากผลประกอบการณ์มีแนวโน้มที่จะดีขึ้น ราคาหุ้นก็ควรจะขึ้นตามและนักลงทุนก็ควรจะเข้าลงทุน

ในมิติของปัจจัยพื้นฐานก็มีแก่นเพียงเท่านี้ ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน

.

ส่วนวิธีการลงทุนในเชิงของมิติของความคาดหวังก็ไม่ซับซ้อนเช่นกัน

หากหุ้นนั้นมีความคาดหวังสูง ราคาหุ้นก็จะสูง การขายช่วงนี้ก็มักจะได้ราคาที่ดี

แต่หากหุ้นนั้นมีความคาดหวังต่ำราคาหุ้นก็จะต่ำ การซื้อในช่วงนี้ก็มักจะได้ราคาต้นทุนก็น่าพอใจ

วิธีทำกำไรง่ายๆก็มีเพียงแค่ซื้อหุ้นตอนความคาดหวังต่ำและขายหุ้นเมื่อความคาดหวังสูง

.

แต่อย่างที่กล่าวไปว่านักลงทุนควรจะต้องใช้อย่างน้อย 2 มิติในการลงทุน ดังนั้นเราควรนำ 2 มิตินี้มาประกอบกัน สรุปง่ายๆคือ

  1. ซื้อเยอะเมื่อความคาดหวังต่ำและแนวโน้มดีขึ้น
  2. ซื้อบ้างเมื่อความคาดหวังสูงแต่แนวโน้มยังดีขึ้น
  3. ขายเยอะเมื่อความคาดหวังสูงและแนวโน้มแย่ลง
  4. ขายบ้างเมื่อความคาดหวังต่ำแต่แนวโน้มแย่ลง

ราคาหุ้นมักจะเคลื่อนไหวขึ้นลงด้วยปัจจัยทั้ง 4 ข้อด้านบน

ถ้าเราดูในรูปเราจะเห็นว่าราคาหุ้นกับ EPS นั้นจะไม่ได้เคลื่อนไหวสัมพันธ์กันตลอดเวลา

บางครั้งราคาหุ้นจะวิ่งนำ EPS ของจริง และบางครั้งราคาหุ้นก็จะร่วงลดกว่า EPS ของจริง เป็นวัฏจักรแบบนี้ไปจนกว่าโลกจะดับศูนย์

.

เมื่อตลาด SET ตอนนี้ขึ้นมาถึง 1,400 จุดภายในเวลาเพียง 3 เดือนนับตั้งแต่ลงไปทำจุดต่ำสุด คิดเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 40%!

เมื่อเรารู้แล้วว่าเราควรซื้อควรขายเมื่อไหร่ เราก็จะมองเห็นคร่าวๆครับว่าตอนนี้เราควรทำอะไร

ส่วนตัวผมมองว่าแนวโน้มผลประกอบการณ์นั้นน่าจะยังแย่ลงภายในปีนี้ ส่วนปีหน้าฟื้นตัวชัดเจนครับ ส่วนความคาดหวังก็น่าจะอยู่กลางๆจะไม่สูงมากถึงแม้หุ้นจะขึ้นมา 40% แล้วก็ตาม

โพสนี้ไว้เตือนสติครับ ใครคิดว่าตัวเองตกรถอยากขึ้นรถแล้วต้องระวัง ใครคิดว่าหุ้นจะหุ้นไปตลอดต้องระวัง ใครคิดว่าหุ้นจะปรับฐานก็ต้องเชื่อมั่น

คำแนะนำสำหรับนักลงทุนช่วงนี้คือการมีเงินสดพร้อมช้อนหุ้นครับ ใครมีหุ้นเต็มพอร์ตต้องขายบ้างเพื่อถือเงินสดรอคอยโอกาส

ตลาดหุ้นนั้นเดาทางง่าย แต่ไม่ง่าย เพราะความโลภและความกลัวมักจะบังตาเราอยู่ตลอดเวลา

ระมัดระวังตัวกันด้วยครับ