การลงทุนในยุค K-Shape Recovery

การลงทุนในยุค K-Shape Recovery

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2563 ดัชนีตลาด SET ลงไปทำจุดต่ำสุดในรอบเกือบทศวรรษที่ 970 จุด และหลังจากนั้นไม่จากตลาดหุ้นก็เด้งขึ้นมาอย่างรวดเร็วถึง 1456 จุด เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2563

นับตั้งแต่นั้นมาสิ่งที่น่าประหลาดใจที่เกิดขึ้นก็คือ ดัชนี SET ค่อยๆซึมลงอย่าช้าๆนำด้วยหุ้นใหญ่ๆในกลุ่มพลังงาน โรงแรม โรงไฟฟ้า และกลุ่มธนาคาร เป็นต้น

แต่ในขณะเดียวกันหากดูจากกราฟเปรียบเทียบระหว่าง mai, SET, SET100 และ SET50 เราจะเห็นได้ชัดว่าหุ้นขนาดกลางนั้นกลับไม่ได้ซึมลงเท่ากับหุ้นขนาดใหญ่ และโดยเฉพาะหุ้นกลุ่มขนาดเล็กหรือ mai ที่ขึ้นสวนทางดัชนี SET อย่างสิ้นเชิง

SET vs mai

K-Shape Recovery คืออะไร?

คือความไม่สมดุลของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ กลุ่มหนึ่งกำลังตกที่นั่งลำบากในขณะที่อีกกลุ่มฟื้นตัวได้อย่างดี

ความรุนแรงของ K-Shape Recovery จะเห็นได้ชัดมากที่สุดเมื่อเทียบหุ้นประเภทเศรษฐกิจใหม่ในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาอย่างกลุ่ม Technology ที่สร้าง All-time high อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่หุ้นกลุ่มเศรษฐกิจเก่าต่างฟื้นตัวช้าๆ

.

มีหลายปัจจัยที่ทำให้หุ้นขนาดใหญ่ซึมลงมากกว่าค่าเฉลี่ยของ SET สาเหตุแรกหนึ่งเรื่องของความเสี่ยงที่ยังดูคลุม แน่นอนว่าท้ายที่สุดวัคซีนจะต้องเกิดขึ้น และทุกอย่างจะต้องกลับมาเป็นแบบเดิมในไม่ช้า แต่ในระยะใกล้นี้ดูเหมือนข่าวร้ายจะยังไม่หมด

หุ้นขนาดใหญ่โดยทั่วไปแล้วจะถูกถือโดยกองทุนขนาดใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้นเม็ดเงินของกองทุนเหล่านี้จึงเป็นผู้กุมชะตาว่าราคาหุ้นจะขึ้นหรือลง

ตั้งแต่ต้นปีมานี้กองทุนต่างชาติขายหุ้นไทยมาอย่างต่อเนื่องรวมมูลค่าหลายแสนล้านบาท ...และคุณเดาได้ถูกต้องแล้ว! หุ้นที่ถูกขายก็เป็นเหล่าหุ้นขนาดใหญ่นั่นเอง จึงไม่แปลกใจว่าทำไมหุ้นขนาดกลางและเล็กถึงไม่ได้ลงตามเท่าไหร่นัก

ส่วนใหญ่เม็ดเงินลงทุนของต่างชาติที่ซื้อหรือขายเป็นเทรนด์ขนาดใหญ่ต่อเนื่องกันหลายหมื่นถึงแสนล้านบาทไม่ควรจะเป็นการเก็งกำไรระยะสั้น แต่ควรจะเป็นไปตามพื้นฐานเสียมากกว่า ดังนั้นเราก็ควรจะตอบได้เบื้องต้นแล้วว่าพื้นฐานของประเทศไทยไม่เป็นที่น่าสนใจในมุมของต่างชาติ ถ้าจะพูดให้ชัดลงไปอีกก็คือหุ้นขนาดใหญ่ทั้งหลายอาจจะยังมีแนวโน้มที่ดูไม่จืด

ส่วนกองทุนภายในประเทศก็ดูเหมือนจะมีมุมมองที่ไม่ต่างกันมากนัก เพราะการซื้อของกองทุนเหล่านี้เองก็ยังไม่มีเทรนด์ที่แน่นอน เป็นฝ่ายสลับซื้อๆขายๆไปเรื่อยๆ คล้ายกับการพยุงตลาดเสียมากกว่า

แต่หุ้นขนาดกลางโดยเฉพาะขนาดเล็กที่ขึ้นสวนดัชนี SET มาอย่างต่อเนื่องส่วนใหญ่จะเป็นนักลงทุนรายย่อยภายในประเทศที่ซื้อขายกันเอง และไม่ค่อยมีกองทุนมาซื้อขายมากนัก สาเหตุเพราะว่าขนาดของบริษัทนั้นเล็กเกินกว่าที่กองทุนจะเข้ามาซื้อได้

หุ้นเหล่านี้ยังสามารถทำผลตอบแทนได้ดีสวนสภาวะตลาดที่กำลังซึมไปเรื่อยๆ เพราะหุ้นในกลุ่มนี้จะมีปัจจัยเฉพาะตัวไม่ได้อิงกับประเทศไทยโดยรวมเท่าไหร่นัก อย่างน้อยก็ในระยะนี้

บริษัทในหุ้นกลุ่มขนาดกลางและเล็กนี้ยังมีบริษัทจำนวนนึงที่สามารถเอาตัวรอดได้ และมากไปกว่านี้ก็คือสามารถเติบโตสวนกระแสได้อีกด้วย หุ้นกลุ่มที่มาแรงมากที่สุดในช่วงนี้คือกลุ่ม "อิเล็กทรอนิกส์" ซึ่งนำทัพด้วยหุ้น DELTA, HANA และ KCE

SET vs ETRON

ในกราฟแสดงผลตอบแทนของกลุ่มนี้ตั้งแต่ต้นทุนเมื่อเทียบกับ SET ปรากฏว่าชนะขาดลอยไปเลยครับ

.

นักลงทุนจำนวนมากที่ได้รับความเสียหายในช่วงวิกฤตินี้น่าจะเพราะเน้นถือหุ้นขนาดใหญ่และกองทุนเป็นหลัก จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะได้รับผลตอบแทนในค่าเฉลี่ยของดัชนี SET

แต่ก็มีนักลงทุนอีกจำนวนไม่น้อยที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้เหนือค่าเฉลี่ยของตลาดพอสมควร นักลงทุนกลุ่มนี้จะเน้นการซื้อหุ้นเป็นรายตัวเสียมากกว่า และพร้อมเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป

แต่เมื่อเห็นแบบนี้แล้วก็ไม่ใช่ว่านักลงทุนกลุ่มแรกจะต้องหันมาเลือกหุ้นรายตัวให้มากขึ้นแบบกลุ่มหลัง เพราะปัจจัยการลงทุนนั้นไม่เหมือนกัน การจะเป็นนักลงทุนกลุ่มหลังได้จะต้องมีเวลาให้กับการศึกษาและทำการบ้านในการลงทุนมากขึ้น ซึ่งหลายๆคนอาจจะไม่ได้มีความพร้อมในจุดนี้

.

ส่วนตัวผมเองเป็นนักลงทุนกลุ่มหลังที่เลือกลงทุนในหุ้นรายตัว ปัจจัยที่ผมเลือกลงทุนในสภาวะแบบคือบริษัทที่ยังสามารถเติบโตได้ท่ามกลางวิกฤติ

หากเป็นเมื่อก่อนผมก็คงจะเลือกถัวหุ้นขนาดใหญ่และทนถือรอพร้อมบอกกับตนเองว่าเราเป็นนักลงทุนระยะยาว แต่การวิธีเหล่านั้นไม่ง่ายเลย เพราะการรอคอยนั้นมีต้นทุนที่ต้องแลกไปเหมือนกัน เรื่องแรกคือปันผลที่ลดลงจากปีก่อนๆ และที่สำคัญอีกเรื่องคือการทนเห็นบริษัทอื่นๆที่ยังเติบโตได้โดยที่เราไม่ได้มีส่วนร่วมอะไรเลย สิ่งเหล่านี้จะก่อเป็นอารมณ์ที่มีผลเชิงลบต่อการลงทุนอย่างมาก

สำหรับพอร์ตส่วนตัวของผมจะพบว่าหลังจากที่ดัชนี SET ได้ทำจุดสูงสุดไปเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ผลตอบแทนเมื่อเปรียบเทียบกับ SET เห็นได้ชัดเจนว่าค่อยๆฉีกออกจากกันเป็นรูปตัว K หรือที่เราเรียกกับว่า K-Shape Recovery

ถ้าผู้อ่านกำลังเดาว่าผมได้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีที่ประมาณ 0% จากในรูปก็ต้องบอกว่าผิดนะครับ เพราะระหว่างทางผมเติมเงินเข้าไปในพอร์ตเพิ่มด้วย ทำให้โปรแกรมคำนวณผลตอบแทนที่เป็นเปอร์เซ็นต์ได้ไม่ค่อยตรงสักเท่าไหร่ แต่ถ้าเทียบขนาดพอร์ตก็เพิ่มมาจากต้นปีค่อนข้างเยอะครับ

โดยหุ้นส่วนใหญ่ที่เลือกลงทุนก็จะมีขนาดไม่ใหญ่มาก ส่วนใหญ่มูลค่าของบริษัทจะมีขนาดไม่เกิน 1 หมื่นล้านบาทโดยประมาณ และที่สำคัญจะต้องมีความสามารถในการเติบโตได้ท่ามกลางวิกฤติ

กลยุทธ์นี้ให้ผลตอบแทนได้ดีเกินคาด เพราะนอกจากราคาหุ้นจะไม่ตกลงตามดัชนีแล้ว ยังมีแรงเก็งกำไรจำนวนมากกว่าช่วงปกติเข้ามาช่วยซื้อหุ้นอีกด้วย ทำให้ราคาหุ้นถูกดันขึ้นไปสูงอย่างรวดเร็ว

ลองนึกภาพดูครับว่าหากจำนวนนักลงทุนในตลาดมีเท่าเดิมแต่บริษัทที่มีแนวโน้มจะขึ้นมีน้อยลงจะเกิดอะไรขึ้น แน่นอนว่าเงินจำนวนมากเหล่านั้นก็จะต้องเข้ามาสู่หุ้นเหล่านี้ หลักการเดียวกับ Demand-Supply เมื่อ supply น้อยกว่า demand ราคาก็จะขึ้นครับ

.

ถ้านักลงทุนสงสัยว่าช่วงนี้ควรรอให้ดัชนีลงจนจุดต่ำสุดค่อยลงทุนหรือว่าควรลงทุนตอนนี้เลยดี ผมก็ต้องตอบตามกลยุทธ์ครับว่าให้เลือกหุ้นที่คาดว่าแนวโน้มยังดีและราคาไม่ได้แพงเกินไป ซึ่งบริษัทเหล่านี้ก็ยังพอจะมีอยู่บ้าง แต่ก็ต้องลงทุนด้วยความระมัดระวังไม่มองโลกสวยเกินกว่าความเป็นจริง เพราะความน่ากลัวหลายๆอย่างยังคงมีอยู่

บริษัทใหญ่ในตลาดหุ้นก็ยังมีโอกาสเช่นกันครับ เพราะตอนนี้หุ้นส่วนใหญ่ราคาไม่แพงเลย เหลือเพียงแค่ว่าบริษัทไหนจะกลับมาได้เมื่อไหร่และจะกลับไปดีแบบเดิมได้หรือไม่ ผลตอบแทนที่คาดหวังก็มีโอกาสได้มากกว่า 40-50% ขึ้นไป ภายในระยะเวลา 2 ปีข้างหน้า

หรืออย่างน้อยถ้าลงทุนอิงดัชนี SET ก็มีโอกาสที่จะกลับขึ้นไปที่ 1600 จุดอีกครั้งเมื่อสถานการณ์เริ่มมีวี่แววที่จะกลับมาเป็นปกติ หรือคิดเป็นผลตอบแทนประมาณ 30% จากปัจจุบันซึ่งถือว่าไม่เลวเลย

แต่ในระยะยาวผมเชื่อว่าเพียงการลงทุนกองทุนภายในประเทศไม่น่าจะให้ผลตอบแทนในระยะยาวที่ดี การเลือกกองทุนที่ไปลงทุนต่างประเทศหรือการซื้อ ETF ของต่างประเทศนั้นเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ถึงแม้ว่าจะมีความเสี่ยงเรื่องค่าเงินก็ตาม