นักลงทุน Value vs Growth

นักลงทุน Value vs Growth

การลงทุน Value และ Growth ทั้งสองแบบนั้นเป็นที่นิยมในปัจจุบันอย่างมาก เรามาเปรียบเทียบนักลงทุนแบบ Value vs Growth ตั้งแต่ซ้ายจัดไปขวาจัดกันครับ โดยที่ซ้ายคือเน้น Value เป็นหลัก และส่วนขวาคือเน้น Growth เป็นหลัก

นักลงทุนระดับปรมาจารย์ Benjamin Graham น่าจะเป็นผู้บุกเบิกการลงทุนแบบ Value Investing ยุคแรกๆ โดยจะเน้นบริษัทที่ราคาถูกเมื่อเทียบกับพื้นฐานเป็นหลัก และประเมินมูลค่าบริษัทผ่านงบการเงิน

ซึ่งวิธีการลงทุนแบบนี้ให้ผลตอบแทนในระยะยาวที่ดีถึงขนาดที่ Warren Buffet ต้องไปเป็นลูกศิษย์ และนำวิธีการลงทุนมาใช้ในช่วงเริ่มต้นชีวิตการลงทุนของเขา

แต่หลังจากที่ปู่ Warren Buffet ได้เจอปู่ Charlie Munger ก็ให้ความสำคัญกับคุณภาพของกิจการมากขึ้น เมื่อเทียบกับมูลค่าของบริษัท

ความหมายคือไม่จำเป็นต้องซื้อหุ้นถูกเสมอไป ถ้าแพงขึ้นมาหน่อยแต่ได้กิจการคุณภาพที่ดีมากขึ้นก็ยังถือเป็นการลงทุนที่ดีเยี่ยมได้เช่นกัน

ส่วนแนวคิดเรื่อง Growth Investing นั้นถูกบุกเบิกโดยนักลงทุนปรมาจารย์ Phil Fisher ซึ่งมุ้งเน้นหากิจการที่เติบโตเท่านั้นโดยให้ความสำคัญกับการเติบโตเป็นอันดับแรก

ความหมายคือ จะไม่ลงทุนในบริษัทที่ไม่มีการเติบโตถึงแม้ว่าราคาจะถูกมากสักเพียงใดก็ตาม ราคาไม่ใช่ปัญหาถ้าหากบริษัทเติบโต

ถ้าดูในรูปนี่จะเห็นชัดเลยครับว่าพวกซ้ายสุดคือ Benjamin Graham ซึ่งอย่างที่บอกไปว่าปรมาจารย์ท่านนี้จะดูแค่ความถูกแพงโดยไม่ค่อยสนคุณภาพของกิจการเท่าไหร่นัก

การลงทุนแบบซ้ายจัดนั้นจะใช้วิธีประเมินมูลค่าหุ้นเป็นหลัก ถ้าหุ้นถูกกว่าราคาที่ประเมินไว้สัก 20-30% ก็จะถือว่าน่าสนใจ

ตัวอย่างวิธีการประเมินมูลค่าหุ้นเบื้องต้นก็คงหนีไม่พ้น DCF ที่จะต้องคิดลดกระแสเงินสดที่คาดว่าบริษัทจะสามารถทำได้ในอนาคต และตีกลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน

ส่วนขวาจัดก็จะเป็น William O'neil ซึ่งจะเน้น Growth มากๆโดยที่อาจจะไม่ได้สนความสมเหตุสมผลของราคาเท่าไหร่นัก

การลงทุนแบบขวาจัดแทบจะไม่ได้ประเมินมูลค่าของหุ้นเลยด้วยซ้ำ ซึ่งนี่ก็สมเหตุสมผลระดับหนึ่ง เนื่องจากบริษัทที่เติบโตจริงๆนั้นเราไม่มีทางรู้เลยว่าบริษัทจะเติบโตไปได้อีกเท่าไหร่ ดังนั้นราคาเป้าหมายจึงหายาก

หลักการเลือกหุ้นที่สำคัญของขวาจัดคือการเน้นไปที่ปัจจัยที่บริษัทจะเติบโตเท่านั้น เช่น อัตราการเติบโตของบริษัท การออกสินค้าใหม่ Key Metric ที่สำคัญเช่น Daily Active Users เป็นต้น

.

คำถามในหัวนักลงทุนหลายคนคงจะไม่พ้นการเลือกว่าเราจะลงทุนแบบไหนดี?

คำตอบคือทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับความชอบของเราเองครับ เพราะการลงทุนไม่ได้มีแค่แบบเดียว นักลงทุนจะเป็นสายผสมอย่าง Warren Buffet ก็ได้

ปู่ Warren Buffet เองเดิมทีเคยเป็นพวกซ้ายจัด แต่ก็ได้ผันตัวเองมาอยู่ซ้ายแบบกลางๆ ประเมินมูลค่าหุ้นด้วยและหุ้นจะต้องมีคุณภาพในการเติบโต

หรือจะออกขวาหน่อยๆก็ได้ ให้เน้นที่ปัจจัยการเติบโตเป็นสำคัญแต่ราคาที่ซื้อก็จะต้องไม่แพงจนเกินไป (Peter Lynch แนะนำให้ใช้ PEG)

แต่ถ้าเป็นขวาจัดก็จะไม่ค่อยสนใจราคาถูกหรือแพง เพราะถ้าบริษัทเติบโตเดี๋ยว PE ก็ต้องต่ำลงอย่างแน่นอน (William O'neil ใช้ CANSLIM)

.

นักลงทุนสามารถผสมผสานการลงทุนได้ไม่มีขีดจำกัดครับ ส่วนตัวผมเองผมคิดว่าขึ้นอยู่กับประเภทของบริษัทที่เราจะลงทุน

หากผมเจอหุ้นหนึ่งเข้าข่าย Value Stock และผมก็อาจจะใช้แนวทาง Value Investing เข้าซื้อ ขายก็ต่อเมื่อบริษัทเต็มมูลค่าและบริษัทไม่ได้เติบโตแล้ว

แต่หากเจอบริษัทที่กำลังเติบโตอย่างมีคุณภาพ ผมก็อาจจะพยายามเข้าซื้อในราคาที่คิดว่าไม่แพงจนเกินไป และขายก็ต่อเมื่อบริษัทดูเหมือนจะไม่เติบโตต่อแล้ว

บางทีถ้าเราสามารถเจอบริษัทที่สามารถเติบโตไปได้อีกเป็น 10 ปี เราแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลยครับ​ เช่น Amazon Apple Microsoft (แต่ทศวรรษหน้ายังไม่รู้จะเป็นหุ้นอะไร)

ส่วนการลงทุนแบบขวาจัดผมยังไม่เคยลองเท่าไหร่ เพราะยังยึดติดกับคำว่าราคาหุ้นไม่แพงจนเกินไป ซึ่งบางทีก็ทำให้พลาดโอกาสไปพอสมควร ไม่แน่ว่าในอนาคตก็อาจจะได้ลองใช้บ้าง .

ผม Capture รูปมาให้ดูแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นเพราะอยากแนะนำให้ผู้อ่านกดเข้าไปดูรูปเต็มครับเพราะข้อมูลอ่านเข้าใจง่ายและดีมาก

อ่านต้นฉบับได้ที่นี่ครับ https://www.visualcapitalist.com/elite-growth-investors-pick-stocks