Makro พร้อมเตรียมเสนอขายหุ้น PO จับตาการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

Makro พร้อมเตรียมเสนอขายหุ้น PO จับตาการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

การที่ Makro รับโอนกิจการทั้งหมดของกลุ่ม Lotus’s ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะทำให้กลุ่มบริษัทก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในธุรกิจค้าส่งแบบ B2B (Business to Business หรือ การค้ากับผู้ประกอบการ) และค้าปลีกแบบ B2C (Business to Consumer หรือ การค้ากับผู้บริโภค) ไม่ใช่แค่ภายในประเทศเท่านั้น แต่จะใหญ่ติดอันดับต้น ๆ ของทวีปเอเชียเลยทีเดียว

Makro ทำธุรกิจอะไร?

Makro ดำเนินธุรกิจค้าส่งแบบ B2B ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในทวีปเอเชีย (หากพิจารณาจากยอดขายรวมในปี 2563) มีประสบการณ์การดำเนินธุรกิจค้าส่งแบบ B2B ในประเทศไทยมากกว่า 32 ปี โดยธุรกิจของ Makro แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

  1. ธุรกิจศูนย์จำหน่ายสินค้าที่เน้นจำหน่ายอาหารสด อาหารแห้ง และสินค้าอุปโภค (Non-food products) แก่ลูกค้าที่เป็นร้านค้าปลีกรายย่อย (Food retailer) ผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร และจัดเลี้ยง (HoReCa) และผู้ประกอบธุรกิจบริการ

    โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 2564 Makro มีสาขารวมทั้งหมด 145 สาขา แบ่งเป็นสาขาในประเทศไทย 138 สาขา และต่างประเทศ 7 สาขา ได้แก่ ประเทศกัมพูชา 2 สาขา ประเทศอินเดีย 3 สาขา (ภายใต้แบรนด์ “LOTS Wholesale Solutions”) ประเทศจีน 1 สาขา และประเทศเมียนมา 1 สาขา

  2. ธุรกิจนำเข้า ส่งออก และจำหน่ายอาหารแช่แข็งและแช่เย็น พร้อมบริการด้านจัดเก็บจัดส่ง (Food Service) แก่ลูกค้าหลักที่เป็นกลุ่มโรงแรมระดับ 4-5 ดาว ร้านอาหารระดับบน ผู้ให้บริการด้านอาหารในโรงพยาบาล และสายการบิน

Makro Food Service

Lotus’s มีโมเดลธุรกิจอย่างไร?

ธุรกิจของ Lotus’s แบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก คือ ธุรกิจค้าปลีกแบบ B2C และธุรกิจบริหารพื้นที่เช่าในศูนย์การค้า โดย Lotus’s เป็นผู้นำในธุรกิจค้าปลีกแบบ B2C อาหารสดและสินค้าอุปโภคบริโภค (Fresh Food and Grocery) ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมากกว่า 27 ปี

ปัจจุบันมีธุรกิจค้าปลีกแบบ B2C ในประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 2564 กลุ่ม Lotus’s มีร้านค้าปลีกในประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 2,164 แห่ง ประกอบด้วย

  • ร้านไฮเปอร์มาร์เก็ต 222 แห่ง
  • ซูเปอร์มาร์เก็ต 192 แห่ง
  • มินิซูเปอร์มาร์เก็ต 1,750 แห่ง

ส่วนในประเทศมาเลเซีย ณ วันที่ 30 กันยายน 2564 Lotus’s มีสาขาทั้งหมด 62 แห่ง ประกอบด้วย

  • ร้านไฮเปอร์มาร์เก็ต 46 แห่ง
  • ซูเปอร์มาร์เก็ต 16 แห่ง

นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจบริหารพื้นที่เช่าในศูนย์การค้าอีก 199 แห่ง (ไม่รวมศูนย์การค้าที่ลงทุนโดยกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าโลตัสส์ รีเทล โกรท หรือ LPF รวม 23 แห่ง)

รวมถึงมีธุรกิจบริหารพื้นที่เช่าในศูนย์การค้าในประเทศมาเลเซีย 57 แห่ง คิดเป็นพื้นที่ให้เช่าสุทธิรวมประมาณ 296,000 ตารางเมตร มีอัตราเช่าพื้นที่ประมาณร้อยละ 92

Makro รวมกับ Lotus’s

ก่อนที่เราจะไปทำความเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เราลองมาดูโครงสร้างผู้ถือหุ้นของ Makro ก่อนการเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนทั่วไป (Public Offering หรือ PO)

Makro รวมกับ Lotus’s

และหลังจาก Makro รับโอนกิจการของ Lotus’s จะมีโครงสร้างการถือหุ้น ดังนี้

Makro รวมกับ Lotus’s

  1. CPALL ถือหุ้น Makro ในสัดส่วนร้อยละ 66.0
  2. C.P.Group ถือหุ้น Makro ในสัดส่วนร้อยละ 20.4
  3. CPF ถือหุ้น Makro ในสัดส่วนร้อยละ 10.2
  4. ผู้ถือหุ้นรายย่อย ถือหุ้น Makro ในสัดส่วนร้อยละ 3.4

โดย Makro จะถือหุ้น Lotus’s ในสัดส่วนประมาณร้อยละ 99.9

ดังนั้น เราจะเห็นว่าโครงสร้างการถือหุ้นใหม่นี้จะก่อให้เกิดประโยชน์จากการผนึกกำลังร่วมกัน (Synergy) ระหว่าง Makro กับ Lotus’s ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแนวทางการดำเนินธุรกิจ การประหยัดค่าใช้จ่าย ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

โดยการเพิ่มทุนครั้งนี้ จะทำให้หุ้น Makro มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 15 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว ตามเกณฑ์ขั้นต่ำของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งจะทำให้หุ้น Makro ได้รับความสนใจจากนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศมากขึ้นด้วย

Makro ในอนาคตจะเป็นอย่างไร?

Makro จากเดิมที่เคยมีเพียงธุรกิจค้าส่งแบบ B2B และดำเนินธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์ “มุ่งเป็นที่หนึ่งเรื่องการจัดหาสินค้าเพื่อธุรกิจอาหารแบบครบวงจร สำหรับผู้ประกอบการมืออาชีพ”

หลังจากนี้จะมีธุรกิจค้าปลีกแบบ B2C และธุรกิจบริหารพื้นที่เช่าในศูนย์การค้าของ Lotus’s เพิ่มเข้ามาด้วย และนอกจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นแล้ว การรับโอนกิจการครั้งนี้ยังมาพร้อมกับการเพิ่มศักยภาพในการขยายธุรกิจในต่างประเทศ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของกลุ่มบริษัท

โดยการขยายธุรกิจในต่างประเทศ ไม่เพียงเป็นผลดีต่อ Makro และ Lotus’s แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอี (SMEs) และผู้ผลิตสินค้ารายย่อยของไทย ที่จะมีโอกาสเข้าถึงตลาดต่างประเทศและกลุ่มลูกค้าในวงกว้างขึ้น ผ่าน “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส” ที่จะจัดจำหน่ายสินค้าสู่ผู้บริโภคในระดับภูมิภาคเอเชียและสร้างการยอมรับในมาตรฐานสินค้าไทยสู่ระดับสากล

และข้อดีอีกอย่างก็คือ การผนึกกำลังกันจะขับเคลื่อนให้ทั้ง Makro และ Lotus’s มีการพัฒนาด้านนวัตกรรมมากขึ้น โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ต่อยอดธุรกิจ (Digitalization) เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์ม E-Commerce และการผสมผสานช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ (offline and online หรือ O2O) เพื่อยกระดับ Ecosystem ทางธุรกิจให้สามารถตอบสนองพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ในยุค COVID-19

ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็น New S-Curve ที่สำคัญ รวมถึงยังเป็น “โอกาส” ให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ตั้งแต่ลูกค้า ผู้ประกอบธุรกิจขนาดเล็ก ผู้ผลิต SMEs พนักงาน และผู้ถือหุ้น ซึ่งตอบโจทย์พันธกิจหลัก 5 ข้อ ได้แก่

  • Multi-formats ขยายตัวสู่อาเซียนด้วยรูปแบบร้านค้าที่หลากหลาย
  • Award ให้รางวัลความสำเร็จของทีมงาน และลงทุนกับการพัฒนาทรัพยากรบุคคล
  • Know the differences ศึกษาทำความเข้าใจในความแตกต่างเฉพาะตัวของแต่ละท้องถิ่น
  • Responsible สร้างผลประโยชน์สูงสุดให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมรับผิดชอบต่อสังคม
  • Offer the best นำเสนอแต่สิ่งที่ดีที่สุด และคุ้มค่าที่สุด ให้กับลูกค้า

ผลประกอบการของ Makro

รายได้รวม

  • ปี 2561: 192,930 ลบ.
  • ปี 2562: 210,627 ลบ.
  • ปี 2563: 218,760 ลบ.
  • 6 เดือนแรก ปี 2564: 111,052 ลบ.

กำไรสุทธิ

  • ปี 2561: 5,942 ลบ.
  • ปี 2562: 6,245 ลบ.
  • ปี 2563: 6,563 ลบ.
  • 6 เดือนแรก ปี 2564: 3,021 ลบ.

ทั้งรายได้และกำไรของ Makro ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้เจอกับความท้าทายจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 แต่ผลประกอบการของ Makro สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง และความจำเป็นของสินค้าอุปโภคและบริโภคต่อชีวิตประจำวันของลูกค้าได้เป็นอย่างดี

และหาก Makro รวมรายได้กับ Lotus’s แล้วจะเป็นดังนี้

รายได้รวมเสมือน ปี 2563 ประมาณ 429,788 ล้านบาท (Makro ประมาณร้อยละ 51 และ Lotus’s ประมาณร้อยละ 49) กำไรรวมเสมือน ปี 2563 ประมาณ 8,070 ล้านบาท (Makro ประมาณร้อยละ 81 และ Lotus’s ประมาณร้อยละ 19)

หากมองในระยะยาวแล้ว การผนึกกำลังกันของทั้งสองธุรกิจที่ต่างก็มีจุดเด่นของตนเองก็น่าจะช่วยส่งเสริมศักยภาพการขยายธุรกิจ และโอกาสในการทำกำไรที่ดีขึ้น

สรุป

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ Makro นั้นเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ซึ่งกลยุทธ์หลังจากการผนึกกำลังกันครั้งใหญ่นี้จะช่วยส่งเสริมศักยภาพให้ Makro อีกทั้งรองรับการแข่งขันใน ต่างประเทศ ซึ่งน่าจะเป็นข่าวดีสำหรับผู้ถือหุ้นทุกท่านที่จะมีโอกาสได้เติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว


รายละเอียดการ Public Offering

ทั้งนี้ Makro ได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (แบบไฟลิ่ง) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนทั่วไป (Public Offering หรือ PO) ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญของนักลงทุนที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทที่เป็นผู้นำในธุรกิจ B2B และ B2C ในระดับภูมิภาค โดยหุ้นสามัญที่เสนอขายครั้งนี้ ประกอบด้วย

  1. หุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายโดย Makro จำนวนไม่เกิน 1,362,000,000 หุ้น
  2. หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดย บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL จำนวนไม่เกิน 363,200,000 หุ้น
  3. หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด (CPH) จำนวนไม่เกิน 363,200,000 หุ้น
  4. หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดย บริษัท ซี.พี.เมอร์แชนไดซิ่ง จำกัด (CPM) จำนวนไม่เกิน 181,600,000 หุ้น

รวมทั้งหมดจำนวนไม่เกิน 2,270,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท คิดเป็นไม่เกินร้อยละ 20.32 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญในครั้งนี้

และจัดสรรหุ้นสามัญบางส่วนจากหุ้นสามัญทั้งหมดที่เสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไป ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทต่าง ๆ ดังนี้

  1. ผู้ถือหุ้นเดิมของ Makro (ยกเว้น CPALL บริษัทย่อยของ CPALL CPM และ CPH) ในอัตราส่วน 10 หุ้นสามัญของ Makro ต่อ 1 หุ้นสามัญของ Makro ที่เสนอขาย
  2. ผู้ถือหุ้นเดิมของ CPALL (ยกเว้นกลุ่ม CPG (บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ตามแบบ 56-1 ประจำปี 2563 ของ CPALL) ในอัตราส่วน 15 หุ้นสามัญของ CPALL ต่อ 1 หุ้นสามัญของ Makro ที่เสนอขาย
  3. ผู้ถือหุ้นเดิมของ CPF (ยกเว้นกลุ่ม CPG ตามแบบ 56-1 ประจำปี 2563 ของ CPF) ในอัตราส่วน 70 หุ้นสามัญของ CPF ต่อ 1 หุ้นสามัญของ Makro ที่เสนอขาย

ซึ่งจะเสนอขายหุ้นสามัญในราคาเดียวกันกับราคาที่จะเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไป โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นของทั้ง 3 บริษัท (Record Date) ที่จะได้รับการจัดสรรหุ้นบางส่วน ในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2564 ซึ่งผู้ถือหุ้นที่ใช้สิทธิจองซื้อสามารถเช็กผลการจัดสรรออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ Settrade ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2564

นอกจากนี้ Makro อาจพิจารณาจัดสรรหุ้นส่วนเกินแก่ผู้จองซื้อเกินกว่าจำนวนหุ้นที่จำหน่ายโดยผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ที่ทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment Agent) จำนวนไม่เกิน 340,500,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 15 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่เสนอขายให้แก่ประชาชนในครั้งนี้

โดย Makro จะนำเงินจากการระดมทุนครั้งนี้มาเป็นเงินทุนสำหรับการขยายธุรกิจและสาขา พัฒนาแพลตฟอร์มด้วยการผสมผสานช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ (offline and online หรือ O2O) ชำระคืนเงินกู้ยืมบางส่วน และเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการ

สำหรับผู้จองซื้อรายย่อย

สำหรับผู้จองซื้อรายย่อยที่สนใจ MAKRO จะจัดสรรหุ้น PO โดยวิธี Small Lot First ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ของ SETTRADE ผ่านช่องทางของตัวแทนจำหน่ายหุ้น (Selling Agents) 3 ราย ได้แก่

  1. แอปพลิเคชัน Bualuang mBanking รวมถึงสำนักงานใหญ่และสาขาธนาคารกรุงเทพทั่วประเทศ
  2. แอปพลิเคชัน SCB Easy รวมถึงสำนักงานใหญ่และสาขาธนาคารไทยพาณิชย์ทั่วประเทศ
  3. แอปพลิเคชัน TrueMoney Wallet โดยบริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที

สำหรับผู้ถือหุ้นเดิม

สำหรับผู้ถือหุ้นเดิมของ MAKRO, CPALL และ CPF ที่ได้รับสิทธิจองซื้อหุ้น PO สามารถจองซื้อผ่านช่องทางของตัวแทนรับจองซื้อหุ้น (Subscription Agents) 2 ราย ได้แก่

  1. การจองซื้อผ่านแอปพลิเคชัน Bualuang mBanking รวมถึงสำนักงานใหญ่และสาขาธนาคารกรุงเทพทั่วประเทศ 2. แอปพลิเคชัน SCB Easy รวมถึงสำนักงานใหญ่และสาขาธนาคารไทยพาณิชย์ทั่วประเทศ

โดยสามารถจองซื้อหุ้นตามสิทธิที่ได้รับจัดสรร หรือเกินกว่าสิทธิที่ได้รับจัดสรร (ไม่กำหนดจำนวนจองซื้อสูงสุดของการจองซื้อหุ้นเกินกว่าสิทธิที่ได้รับการจัดสรร) หรือน้อยกว่าสิทธิที่ได้รับจัดสรร หรือสละสิทธิไม่จองซื้อก็ได้ โดยระบบของ SETTRADE จะจัดสรรหุ้นตามสิทธิที่ได้รับแก่ผู้ถือหุ้นเดิมทุกรายที่จองซื้อในรอบแรก

สิทธิในการได้รับจัดสรรหุ้นสามัญเกินกว่าสิทธิของผู้ถือหุ้นเดิมทั้ง 3 บริษัทแต่ละราย จะคำนวณจากการนำสิทธิของผู้ถือหุ้นเดิมของทั้ง 3 บริษัทที่แสดงความจำนงจองซื้อเกินกว่าสิทธิทั้งหมดของผู้ถือหุ้นเดิมแต่ละรายมารวมกัน และจะจัดสรรเพิ่มแก่ผู้จองซื้อเกินกว่าสิทธิของผู้ถือหุ้นเดิมใน MAKRO CPALL และ CPF จนกว่าหุ้นจะหมดหรือครบตามจำนวนที่มีผู้ถือหุ้นเดิมใช้สิทธิจองซื้อ

ส่วนกรณีที่ผู้จองซื้อหุ้นรายเดียวกันยื่นใบจองซื้อมากกว่า 1 ใบ ระบบการจัดสรรของ SETTRADE จะรวมจำนวนหุ้นที่จองซื้อจากทุกใบจองเป็นยอดเดียว

สำหรับผู้ถือหุ้นเดิมที่มีสิทธิจองซื้อหุ้นสามัญ สามารถตรวจสอบสิทธิที่ได้รับจัดสรรทาง www.settrade.com ได้ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2564 เป็นต้นไป รวมถึงสามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย www.set.or.th

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 02-090-9191